ทั้งสองทีมสู้กันสนุกสูสีและมาเสมอกันที่ 2-2 คู่. ต้องตัดสินกันที่คู่สุดท้าย คู่ที่ 5 เดี่ยวมือ 3. ธีรภัทร เขียวหวานจากสตูลได้เอาชนะ ธนวินท์ มาดี จากโคราช 2-0 เกม จบการแข่งขัน สตูล ชนะ นครราชสีมา 3-2 คู่ คว้าเหรียญทอง ศึกกีฬาแห่งชาติ ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์.
ทีมชายแบดมินตันได้แสดงความแข็งแกร่งและสามารถดำเนินการได้ดีในรอบชิงชนะเลิศ. การแข่งขันของทีมชายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ชมสนุกและต้องตัดสินใจในคู่สุดท้าย.
ทีมหญิงเชียงใหม่ได้เริ่มจากเดี่ยวมือ 1 “จิว” ลลินรัศฐ์ ไชยวรรณ (กาญจนบุรี) ชนะ อทิตยา โปวานนท์ (เชียงใหม่) 2-0 เกม 21-7, 21-6. ในเดี่ยวมือ 2 พัทธรินทร์ เอี่ยมวารีศรีสกุล (เชียงใหม่) ชนะ อลิษา ทรัพย์นิธิ (กาญจนบุรี) 2-1 เกม 19-21, 21-14, 21-17. คู่มือ 1 ลักษิกา กัลละหะ/ธนพิม กวีนันทวงศ์ (เชียงใหม่) ชนะ นัทธมน ไล้สวน/ลลินรัศฐ์ ไชยวรรณ (กาญจนบุรี) 2-1 เกม 18-21, 21-18, 21-17 และคู่มือ 2 พัทธรินทร์ เอี่ยมวารีศรีสกุล/อทิตยา โปวานนท์ (เชียงใหม่) ชนะ อลิษา ทรัพย์นิธิ/ชนัญชิดา จูเจริญ (กาญจนบุรี) 2-0 เกม 21-15, 21-11. ทำให้ สาวเชียงใหม่ โค่นแชมป์เก่า คว้าเหรียญทอง ทีมหญิง ได้เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกับหนุ่มสตูล.
ทีมหญิงเชียงใหม่ได้แสดงความแข็งแกร่งและสามารถดำเนินการได้ดีในรอบชิงชนะเลิศ. การแข่งขันของทีมหญิงเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ชมสนุกและต้องตัดสินใจในคู่สุดท้าย.
การจัดงาน Muaythai World Festival โดยพิจารณาตามรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ได้กำหนดวันที่ 6 ก.พ. 68 วันมวยไทย. การจัดงานนี้จะมีความสำคัญมากและยิ่งใหญ่อลังการ สู่สายตาชาวโลก. จะมีกิจกรรมเช่นเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมแม่ไม้มวยไทย, นิทรรศการ, การแข่งขันและการแสดงมวยไทยเธียร์เตอร์และแฟชั่นมวยไทย พร้อมมอบรางวัลเกี่ยวกับมวยไทย. นอกจากนี้ยังมีโอกาสต้อนรับนักมวยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจให้กับประเทศ.
ทั้งนี้ในประชุมได้รับและนำเสนอความคิดเห็นด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนามวยไทยซอฟต์พาวเวอร์ต่อไป.
ด้วยการจัดงานนี้ได้สร้างโอกาสสำหรับนักมวยไทยที่มีคุณภาพเพื่อแสดงความสามารถของพวกเขาในระดับโลก. พร้อมกับนั้นยังเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานทางเศรษฐกิจและการสร้างความรู้จักของประเทศ.
การจัดงานนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบการแข่งขันมวยไทยให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้ดี.
ดร.ก้องศักด กล่าวว่า ปี 2567 วงการกีฬาไทยขยับอันดับขึ้นสู่การแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ.ไทยสามารถคว้าชัยชนะและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยได้โดยเฉพาะการพัฒนานักกีฬาทีมชาติหน้าใหม่และประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับโลก. เช่น การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2564 ไทยส่งนักกีฬาเข้าแข่งขัน 51 คน ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งด้านชนิดกีฬาและนักกีฬา โดยจำนวน 37 คนเป็นนักกีฬาหน้าใหม่. และไทยได้ 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง รวม 6 เหรียญรางวัล เป็นอันดับที่ 12 ของเอเชีย. เช่นเดียวกับพาราลิมปิกเกมส์ 2564 ไทยส่งนักกีฬาเข้าแข่งขัน 79 คน ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และไทยได้ 6 เหรียญทอง 11 เหรียญเงิน 13 เหรียญทองแดง รวม 30 เหรียญรางวัล เป็นอันดันดับที่ 6 ของเอเชีย.
ดังนั้น ปี 2567 นั้นเป็นปีสำคัญสำหรับวงการกีฬาไทย โดยสามารถสร้างชื่อเสียงและความสำเร็จให้กับประเทศไทยได้.
ในปี 2568 กกท. จะดำเนินการต่างๆ ตามแผนวิสาหกิจการกีฬาแห่งประเทศไทย 2568 - 2572 ที่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ “พัฒนาการกีฬาให้ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติและบริหารจัดการองค์กรอย่างมีมาตรฐาน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศอย่างยั่งยืน”. มีกิจกรรมสำคัญเช่น สนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาระดับชาติ ได้แก่ การจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ กีฬาเยาวชนแห่งชาติ กีฬาคนพิการแห่งชาติ และกีฬาอาวุโสแห่งชาติ. การเตรียมและส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ เช่น เอเชียนเกมส์ ฤดูหนาว ครั้งที่ 9 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เวิลด์เกมส์ ครั้งที่ 12 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน เอเชียนยูธเกมส์ ครั้งที่ 4 ที่สาธาณรัฐอุซเบกิสถาน และเอเชียนอินดอร์และมาร์เชีย.
ลอาตส์เกมส์ 2565 ณ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น. นอกจากนี้ กกท. จะเดินหน้าสนับสนุนการจัดกิจกรรมและการแข่งขันกีฬาทุกระดับเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ. เช่น การจัดการแข่งขันกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กีฬาอาชีพและกีฬามวย กีฬาเพื่อการท่องเที่ยวและนันทนาการ (Sports Tourism) ส่งเสริมการนำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) มาใช้ในการจัดกิจกรรมกีฬา.
ในปี 2568 กกท. ยังคงให้ความสำคัญในการส่งเสริมกีฬาเพื่อความเป็นเลิศอย่างเป็นระบบครบวงจร. มุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ในการพัฒนานักกีฬาและบุคลากรทางการกีฬาให้มีศักยภาพในระดับนานาชาติและต่อยอดสู่กีฬาอาชีพ. การพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กรในรูปแบบสมาร์ทออฟฟิศ และประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะได้แสดงศักยภาพความพร้อมด้านการจัดแข่งขัน และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้นานาประเทศรู้จักประเทศไทยมากขึ้นอีกด้วย.